5 กลิ่นยอดฮิตในโรงแรมหรู และทำไมกลิ่นที่ดีที่สุดถึงเป็นกลิ่นที่แทบไม่รู้ตัวว่าได้กลิ่น!?

By Lasyprop

5 กลิ่นยอดฮิตในโรงแรมหรู และทำไมกลิ่นที่ดีที่สุดถึงเป็นกลิ่นที่แทบไม่รู้ตัวว่าได้กลิ่น!?

เดินเข้าล็อบบี้โรงแรมหรูทีไร หลายคนรู้สึกได้ทันทีว่าอากาศตรงนั้นต่างจากข้างนอก ไม่ได้หอมฉุนเหมือนเพิ่งฉีดน้ำหอม แต่สะอาด เบา และน่าอยู่จนอยากหยุดยืนนานขึ้นอีกนิด ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง โรงแรมระดับโลกหลายแห่งลงทุนออกแบบ "กลิ่นประจำโรงแรม" (signature scent) ให้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ ไม่ต่างจากโลโก้หรือการตกแต่ง

ถ้าไล่ดูกลิ่นของโรงแรมหรูหลายเครือ จะเห็นว่ากลิ่นที่เลือกใช้มักวนอยู่ในไม่กี่กลุ่ม และแต่ละกลุ่มถูกเลือกด้วยเหตุผลที่ต่างกัน

1. ชาขาว: กลิ่นที่ทำให้คำว่า "สะอาด" มีกลิ่น

ชาขาวเป็นกลิ่นที่เบาและไม่หวาน เครือโรงแรมระดับโลกเครือหนึ่งเริ่มใช้กลิ่นชาขาวในล็อบบี้ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2549 โดยใช้เวลาวิจัยและทดสอบเกือบปี และเติมกลิ่นเจอเรเนียมกับฟรีเซียเข้าไปให้รู้สึกผ่อนคลาย หลังเปิดตัว แขกหลายร้อยคนถามหาวิธีซื้อกลิ่นนี้กลับบ้าน จนต้องทำรายชื่อรอซื้อล่วงหน้าหลายเดือนก่อนสินค้าวางขายจริง

เหตุผลที่ชาขาวได้รับความนิยมคือเป็นกลิ่นที่ "ไม่เถียงกับอะไร" เข้ากับห้องได้ทุกสไตล์ และไม่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่ามีกลิ่นมากเกินไป

2. ซิตรัสและเบอร์กามอต: ความสดชื่นตอนก้าวเข้าประตู

เบอร์กามอตเป็นผิวส้มชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นสดแต่นุ่มกว่ามะนาว เป็นกลิ่นที่พบบ่อยในส่วนต้นของกลิ่นประจำโรงแรม เพราะให้ความรู้สึกสดชื่นทันทีที่เดินเข้ามา โรงแรมริมน้ำบางแห่งในดูไบจับคู่เบอร์กามอตกับมะลิและกลิ่นเกลือทะเล เพื่อให้ได้กลิ่นที่เบาและโปร่งตามบรรยากาศของอาคาร แทนที่จะใช้กลิ่นหนัก ๆ แบบที่คนในภูมิภาคนั้นคุ้นเคย

3. ขิงและตะไคร้: กลิ่นที่บอกว่า "นี่คือเอเชีย"

โรงแรมเครือเอเชียหลายแห่งเลือกใช้กลิ่นที่คนไทยคุ้นเคยจากสปา อย่างขิงและตะไคร้ เพื่อสื่อถึงการต้อนรับแบบเอเชีย กลิ่นประจำของเครือโรงแรมหรูเครือหนึ่งในฮ่องกงผสมดอกขิง ตะไคร้ ดอกซ่อนกลิ่น และวานิลลา ส่วนโรงแรมในโอมานใช้ขิงและกระวาน เพื่อเล่าถึงตลาดเครื่องเทศของเมือง

กลิ่นกลุ่มนี้ทำงานได้ดีในเมืองร้อน เพราะให้ความรู้สึกเย็นและสะอาดโดยไม่ต้องหวาน

4. ไม้หอมและวานิลลา: ฐานที่ทำให้กลิ่นดูแพง

ถ้าชาขาวและซิตรัสคือสิ่งที่ได้กลิ่นก่อน ไม้หอมอย่างไม้จันทน์และไม้ซีดาร์ รวมถึงวานิลลา คือฐานที่ทำให้กลิ่นติดทนและดูมีน้ำหนัก กลิ่นประจำโรงแรมหลายเครือใช้ไม้จันทน์กับวานิลลาเป็นฐานใต้กลิ่นชาและขิง ส่วนโรงแรมหรูในนิวยอร์กบางแห่งใช้แอมเบอร์และมัสก์ เพื่อสื่อความหรูหราแบบอบอุ่น

5. ดอกไม้สีขาว: ความหรูที่ต้องใช้อย่างระวัง

มะลิ ดอกซ่อนกลิ่น และดอกไม้สีขาวอื่น ๆ ให้ความรู้สึกหรูหราและเป็นผู้หญิง แต่เป็นกลุ่มที่ต้องใช้ปริมาณน้อยที่สุด เพราะถ้าเข้มเกินไปจะกลายเป็นกลิ่นฉุนทันที โรงแรมที่ใช้กลิ่นกลุ่มนี้จึงมักผสมให้อยู่ใต้กลิ่นอื่น ไม่ให้ดอกไม้เป็นกลิ่นนำ

กลิ่นโรงแรมทำงานยังไงกับคนที่เดินผ่าน

งานวิจัยของคณะการโรงแรมและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยโปลีเทคนิคฮ่องกง สำรวจแขก 326 คนในล็อบบี้ของเครือโรงแรมหรูแห่งหนึ่งที่ปล่อยกลิ่นผ่านระบบปรับอากาศ พบว่าแขกมากกว่า 90% สังเกตเห็นกลิ่น และความรู้สึกที่ได้คะแนนสูงสุดคือ "สดชื่น" รองลงมาคือมีความสุข ผ่อนคลาย และสบาย แขกราว 10% ยังเขียนว่าอยากซื้อกลิ่นนี้ไปใช้ที่บ้านหรือที่ทำงาน

แต่งานเดียวกันก็พบว่ากลิ่นช่วยได้ก็ต่อเมื่อไม่ได้ใช้มากเกินไป แขกบางคนรู้สึกว่ากลิ่นแรงเกิน บางคนปวดหัว และคนที่แพ้ง่ายไม่ชอบเลย แขกส่วนใหญ่อยากได้กลิ่นในพื้นที่ส่วนกลางอย่างล็อบบี้ ห้องน้ำ และทางเดิน มากกว่าในห้องพัก ห้องประชุม หรือห้องอาหาร

นี่คือความลับที่คนมักมองข้าม กลิ่นโรงแรมที่ดีไม่ได้ "หอม" ที่สุด แต่เบาพอที่คนจะรู้สึกว่าอากาศดีโดยไม่ได้นึกถึงน้ำหอมเลย

ถ้าอยากได้ความรู้สึกแบบนี้ที่บ้านหรือคอนโด

สิ่งที่หยิบมาใช้ได้จริงจากโรงแรมไม่ใช่ขวดน้ำหอม แต่เป็นหลักการ 4 ข้อ

  1. เริ่มจากอากาศที่สะอาดก่อน กลิ่นหอมช่วยอะไรไม่ได้ถ้าแอร์มีกลิ่นอับหรือห้องอับชื้น กลิ่นหอมที่ทับกลิ่นเหม็นจะกลายเป็นกลิ่นแปลก ๆ ที่แย่กว่าเดิม ถ้าเปิดแอร์แล้วได้กลิ่นอับ ให้จัดการต้นเหตุก่อน
  2. ใช้น้อยกว่าที่คิด ถ้าเดินเข้าห้องแล้วได้กลิ่นชัดทันที แปลว่าเข้มเกินไปแล้ว เป้าหมายคือคนรู้สึกว่าห้องสะอาด ไม่ใช่รู้สึกว่ามีน้ำหอม
  3. วางกลิ่นในพื้นที่ที่คนเดินผ่าน อย่างทางเข้า โถงทางเดิน หรือห้องน้ำ เลี่ยงห้องนอนและโต๊ะกินข้าว เพราะกลิ่นจะไปตีกับกลิ่นอาหารและทำให้นอนไม่สบาย
  4. เลือกกลิ่นเดียวให้เป็นกลิ่นของบ้าน โรงแรมใช้กลิ่นเดียวกันทุกสาขาเพื่อให้แขกจำได้ ที่บ้านก็เหมือนกัน กลิ่นเดียวที่ใช้สม่ำเสมอจะกลายเป็นความรู้สึก "ถึงบ้านแล้ว" ได้ดีกว่าการเปลี่ยนกลิ่นทุกเดือน

ถ้าที่บ้านมีเด็กเล็ก คนตั้งครรภ์ หรือคนที่แพ้ง่าย ให้เริ่มจากกลิ่นที่อ่อนที่สุดและใช้ในพื้นที่เปิดโล่งก่อน แล้วค่อยสังเกตว่ามีใครรู้สึกไม่สบายหรือเปล่า

ลองดมห้องตัวเองตอนกลับจากข้างนอกครั้งหน้าดู ถ้าสิ่งแรกที่ได้กลิ่นคือความอับ ไม่ใช่ความสดชื่น จุดเริ่มต้นที่คุ้มที่สุดอาจไม่ใช่น้ำหอม แต่เป็นการล้างแอร์และระบายอากาศให้ห้องได้หายใจก่อน

แหล่งอ้างอิง